เริ่มแรกให้เรามองหาทำเลที่เราต้องการเมื่อได้ทำเลแล้วเราก็ควรที่จะเข้าดูสภาพบ้านจริงก่อนตัดสินใจตรวจดูสภาพบ้าน และดูสภาพแวดล้อมจริงๆ อย่าดูแต่รูปภาพที่เราเห็นเพียงอย่างเดียว ซึ่งการไปดูสภาพบ้านจริง ยังช่วยให้เรารู้ว่ามีผู้อาศัยหรือผู้บุกรุกหรือไม่ เพราะในบางกรณีที่เจ้าของบ้านอาจบอกว่าบ้านหลังนั้นไม่มีผู้อยู่อาศัยพร้อมโอนและผู้ซื้อสามารถย้ายเข้าอยู่ได้ทันที แต่พอไปดูบ้านจริงๆ แล้วกลับพบว่ามีผู้อยู่อาศัย ซึ่งอาจจะเป็นผู้บุกรุกหรือผู้เช่า
หากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ควรได้รับคำชี้แจ้งจากเจ้าของบ้านหรือผู้ขายเสียก่อนว่าจะทำอย่างไรกับผู้บุกรุก หรือผู้เช่าจะหมดสัญญาเมื่อไร เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาในการย้ายเข้าไปอยู่บ้าน  เมื่อเราได้ดูตัวบ้านแล้วต่อมาสิ่งที่เราต้องทำเลย คือ การตรวจสอบความถูกต้องของโฉนด

การตรวจสอบโฉนดเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อไม่ควรละเลย เพราะโฉนดที่ผู้ขายให้เรามานั้น อาจจะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือมีการปลอมแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็น โฉนดที่ติดจำนองธนาคาร บ้าง โฉนดถูกอายึดหรืออายัดตามกฎหมาย ฯลฯ โดยเราควรที่จะ ตรวจดูว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง เพราะหลายๆ ครั้งที่ผู้ขายไม่ใช่เจ้าของบ้านตัวจริง หรือแอบอ้างเป็นเจ้าของบ้านจนทำให้ผู้ซื้ออาจเกิดความเสียหายได้นั้นเองค่ะ อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยตรวจสอบโฉนดให้เราได้อย่างง่ายๆ ก็คือการส่งประเมินราคา โดยวิธีนี้นอกจากจะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของโฉนดแล้ว ยังช่วยให้เราทราบถึงราคาซื้อขาย ซึ่งสามารถนำมาอ้างอิงเพื่อตกลงหรือต่อรองราคากับผู้ขายได้ เพื่อทำให้เราไม่ถูกโกงราคาจนเกินไปนั้นเองค่ะ
นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้นอีกสิ่งที่เราจะต้องไม่ลืมเลยคือ ต้องตกลงค่าใช้จ่ายกันให้ชัดเจน เพราะว่า การซื้อขายบ้านมือสองมักจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการซื้อบ้านมือหนึ่งไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  ค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ ค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้รวมๆ กันแล้วถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมากกว่าบ้านมือหนึ่ง ถ้าตกลงไม่ชัดเจน อาจจะเกิด ขัดแย้งกันในภายหลัง ดังนั้นเมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อบ้านมือสองหลังนี้ ก็ควรตกลงกันชัดเจนหรือทำหนังสือสัญญาเลยก็ได้ว่า ใครเป็นผู้จ่ายอะไรบ้าง หรือแบ่งจ่ายกันคนละครึ่ง รวมทั้งเงื่อนไขการจ่ายเงินมัดจำ เอาไว้ตั้งแต่แรกเลยค่ะ

Post a Comment

ใหม่กว่า เก่ากว่า

ค้นหาบล็อกนี้

About